| ทันโลกธุรกิจ

ในตอนที่ 1 และ 2 ผมได้นำเสนอ ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทย ไว้ 4 ประเด็นหลัก
1. ความไม่สมดุลในการพัฒนา เศรษฐกิจไทย ภาคเกษตร-อุตสาหกรรม กับ การกระจายรายได้
2. การใช้พลังงานจากน้ำมันถึง 60% ของพลังงานทั้งหมด
3. ค่านิยมในการคิดแก้ปัญหาสังคม ไทย เป็นการคิดตามกระแสมากกว่าการคิด อย่างมีเหตุผล
4. แนวโน้มประชากรผู้สูงอายุที่ เพิ่มขึ้น ทำให้ขีดความสามารถในการผลิต และบริการลดลง และกลายเป็นภาระที่ สังคมไทย ต้องมีแผนรองรับในการดูแลด้าน สวัสดิการ
โดยให้ความสำคัญ กับความเป็นจริง ในสังคมไทยในปี 2551 พบว่า ผลจากการ พัฒนาประเทศมาเป็นเวลาเกือบ 50 ปีนั้น ประเทศไทยได้สร้างคนยากจนขึ้น 2 กลุ่มใหญ่
1. คนจนในชนบทเกือบ 10 ล้านคน
2. คนจนในเมือง 10 ล้านคน รวมแล้ว 20 ล้านคน โดยถือเอาคนไทยที่มีรายได้ ไม่เกิน 6,000-7,000 บาทต่อเดือน จากข้อมูลทาง สถิติบ่งชี้ชัดเจนว่าแนวโน้มคนจนเมืองจะมี เพิ่มมากขึ้นจากจำนวนแรงงานนอกภาค เกษตร ในปี 2550 มีถึง 21.63 ล้านคน ขณะที่แรงงานภาคเกษตร มีเพียง 15.49 ล้านคน ซึ่งผมได้นำเสนอโอกาสท่ามกลาง วิกฤตอาหารแพง จะทำให้เกษตรกรไทยที่ ยากจน มีโอกาสในการมีรายได้จากการขาย ผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับ ตนเองและครอบครัว แม้จะมีต้นทุนการผลิต ที่สูงขึ้นตามไปด้วยก็ตาม สำหรับคนจนเมือง ซึ่งส่วนใหญ่คือ กรรมกร-ลูกจ้าง-ทำงานอิสระ-คนว่างงาน คนชายขอบที่ตกสำรวจมาอาศัย ในเขตเทศบาลรวมกันมากกว่า 10 ล้านคนที่ ยากจนรายได้ไม่เกิน 7,000 บาท/เดือน (ลูกจ้างทั้งในระบบและนอกระบบประกัน สังคมรวมกัน 16 ล้านคนมีประมาณ 60% ของจำนวนลูกจ้างที่รายได้ต่ำกว่า 7,000/เดือน =9.6 ล้านคน) นี่คือตัวเลขที่พอจะ ยืนยันได้ว่า แนวโน้มในอนาคต คนจนเมืองจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุนในตลาดการค้า เสรีภายใต้ระบบทุนนิยมเสรี และ จะส่งผลกระทบต่อจำนวนคนจน ในชนบทให้ลดลง หากไม่สามารถ แก้ปัญหาคนจนในภาคเกษตร ให้มี รายได้เพิ่มสูงขึ้นได้ เพื่อเป็นกำแพง ป้องกันการเคลื่อนย้ายแรงงานจาก ชนบทสู่เมืองใหญ่ตามภูมิภาคต่างๆ และกรุงเทพฯ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ จะทำได้ง่ายนัก เพราะแม้แต่ระบบ การศึกษาไทยก็กำลังเข้าสู่ระบบตลาดการค้า เสรี มีการเปิดสถานศึกษาเร่งผลิตนักศึกษา ให้เป็นแรงงานรับจ้างราคาถูกในเมืองเพิ่มขึ้น จนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือให้กลับไปสู่ภาค เกษตรและชนบท นี่ย่อมเป็นตัวแปรสำคัญ ในการทำให้การเพิ่มจำนวนลูกจ้างและคนจน เมืองมีสูงขึ้นในอนาคตนั้นหมายความว่า ปัญหา สังคมของเมืองใหญ่และเมืองหลวง ก็ยิ่งน่า เป็นห่วง มากขึ้นตามไปด้วย
จากทิศทางของการพัฒนาที่เป็นอยู่ เช่นนี้ย่อมเห็นภาพของโอกาสและวิกฤตของ คนจนเมือง และสังคมเมืองได้ภาพชัดเจนขึ้น โดยสรุปก็คือ จะมีแรงงานรับจ้างคนจนเมือง เพิ่มขึ้น ปัญหาและภัยของเมืองก็จะยิ่งมี มากขึ้น คำถามที่น่าสนใจก็คือ เราเตรียม รับมือกับปัญหานี้อย่างไร ? ใครเป็นเจ้าภาพ ในเรื่องนี้ นี่คือความมั่นคงของมนุษย์ ใช่หรือไม่ ? เราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ มากน้อยอย่างไร ? ทุกคนเห็นภาพชัดเจน นับจากนี้ ข้าวของแพง-น้ำมันแพง-ค่าใช้จ่าย ท่วมหัว หนี้ท่วมตัว กับคนจนเมืองอย่าง หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือต้องปล่อยให้เป็นไปตาม กงกรรมกงเกวียนชีวิตของแต่ละคนที่ต้อง ดิ้นรนต่อสู้กันไปเองใครแข็งแรงก็รอด ใคร อ่อนแอก็เป็นเหยื่อของระบบทุนนิยมเสรี คนจนเมือง ก็คือคนจนชนชั้นล่างที่ทำได้ ก็เพียงแต่รับการช่วยเหลือกันตามเท่าที่พอจะ มีงบประมาณที่รัฐจัดให้ หรือเมื่อเกิดเหตุ เภทภัยต่างๆ ก็ช่วยเหลือกันไปตามสภาพ ตามโอกาส เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดชั่วครั้ง ชั่วคราว
คนจนเมืองจำนวนกว่า 10 ล้านคน ที่ต้องทำงานตั้งแต่เช้าจนค่ำบ้างก็ต้องทิ้งลูก ฝากลูกไว้กับคนแก่-ญาติพี่น้อง-สถานรับเลี้ยง เด็กอ่อน ทำอย่างไรให้พวกเขามีรายได้เพิ่ม ขึ้น นี่คือวิกฤติของคนจนเมืองมีโอกาส อะไรบ้างหรือไม่ ที่จะหยิบยื่นให้พวกเขา การ ปรับค่าจ้างขั้นต่ำโดยคณะกรรมการค่าจ้าง กลาง ซึ่งมีผลบังคับใช้ 1 มิถุนายน 2551 ให้ กรุงเทพฯ และปริมณฑล 5 จังหวัด กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำ 203 บาท/วัน นครศรี ธรรมราช 155 บาท/วัน ภูเก็ต 197บาท /วัน สงขลา 157 บาท/วัน ส่วนจังหวัดต่างๆ ก็มี การปรับเพิ่ม แต่โดยรวมแล้ว ค่าจ้างสูงสุด ก็คือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ 203 บาท/วัน ส่วนจังหวัดที่ค่าจ้างต่ำสุด 148 บาท/วัน คือจังหวัดชัยภูมิ ในความเป็นจริงอาจมีการ จ้างสูงกว่านี้และต่ำกว่านี้ ขึ้นอยู่กับสภาพ ของธุรกิจและการแข่งขัน ของตลาดแรงงานในแต่ละ ประเภทธุรกิจ โดยรวมแล้ว ลูกจ้างไทย ทั่วประเทศก็จะ มีค่าจ้างไม่เกิน 200 บาท ต่อวัน โดยเฉลี่ย นี่คือความจริงเมื่อ พวกเขามีรายได้เพียงเท่านี้ คำถามก็คือ พอจะทำให้ลูกจ้าง เหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อย่างไร ? จะเพิ่มผลผลิตเพิ่ม ความสามารถให้กับตนเอง อย่างไร ?
- การแจกคูปองคนจน เมือง ให้อาหารเพื่อแบ่งเบา ภาระค่าใช้จ่ายคนละ 400 บาท/เดือน/คน ที่รัฐจะนำมาใช้ (ไม่แน่ใจจะใช้เมื่อไรและจะ ได้ใช้หรือไม่) นี่คือโอกาสที่รัฐจะได้ดูแล คนจนเมือง
- การเพิ่มเงินค่าครองชีพให้ลูกจ้าง จากนายจ้าง สถานประกอบการตั้งแต่ 500-1,000 บาท/คน/เดือน นี่ก็เป็นความพยายาม จะทำให้แรงงานของบริษัทต่างๆ สามารถอยู่ได้ แต่ก็ทำในกลุ่มบริษัทฯขนาดใหญ่และขนาด กลาง
-การฝึกอบรมพัฒนาความรู้ อาชีพ ใหม่ใ ห้กับลูกจ้าง
- การจัดสวัสดิการต่างๆ ให้กับ ลูกจ้าง
- การพัฒนาตนเองของลูกจ้าง การ ต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดในท่ามกลางวิกฤต
นี่คือโอกาสสำคัญของชีวิตลูกจ้าง อาจหมายรวมถึงการรวมตัวกันเรียกร้องสิทธิ อันพึงมีพึงได้ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนร่วมใน การพัฒนาเศรษฐกิจการค้าของประเทศไทย ให้เจริญเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้ ย่อมเป็น โอกาสที่สำคัญยิ่งที่คนจนเมืองจะได้ตรวจสอบ ตัวเอง และตั้งคำถามกับนายจ้างกับภาครัฐ ว่าสังคมไทย ในอนาคตต่อจากนี้จะแก้ปัญหา คนจนเมืองกันอย่างไร? |